ชิปที่ไม่มีใครพูดถึงแต่ทุกคนแย่งกันซื้อ - เจาะลึก HBM หรือ High Bandwidth Memory ที่คุมจังหวะการผลิตชิป AI ทั้งโลก ตั้งแต่ TSV และ Interposer จนถึงสงครามส่วนแบ่งตลาดระหว่าง SK hynix Samsung และ Micron
เวลาพูดถึงฮาร์ดแวร์ AI คนส่วนใหญ่นึกถึง GPU ของ NVIDIA แต่ชิ้นส่วนที่กำหนดว่า GPU เหล่านั้นจะผลิตได้กี่ตัวและทำงานได้เร็วแค่ไหน กลับเป็นหน่วยความจำชนิดหนึ่งชื่อ HBM หรือ High Bandwidth Memory
ในปี 2026 HBM กลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่ขาดแคลนที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตรายใหญ่ประกาศว่ากำลังผลิตทั้งปีถูกจองหมดล่วงหน้า และการแข่งขันระหว่าง SK hynix, Samsung และ Micron ก็กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนจับตามากที่สุด บทความนี้จะพาไปดูว่า HBM คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ และกำลังจะไปทางไหน
HBM คืออะไร: จากถนนแคบสู่ทางด่วนหลายพันเลน
HBM คือ DRAM ที่นำชิปหน่วยความจำหลายชั้นมาซ้อนกันในแนวตั้ง แล้ววางไว้ชิดกับตัวประมวลผลบนแพ็กเกจเดียวกัน แทนที่จะเสียบเป็นแผงแยกบนเมนบอร์ดแบบ RAM ทั่วไป
ลองนึกภาพว่าหน่วยความจำคือโกดัง และ GPU คือโรงงาน หน่วยความจำแบบเดิมอย่าง DDR หรือ GDDR เหมือนถนนแคบที่รถวิ่งเร็วมาก ส่วน HBM เลือกอีกทาง คือสร้างถนนกว้างมหาศาลที่รถวิ่งช้ากว่าเล็กน้อย แต่ขนของได้มากกว่าหลายเท่าในเวลาเดียวกัน
ความลับอยู่ที่สามองค์ประกอบ:
- TSV (Through-Silicon Via) รูเจาะทะลุแผ่นซิลิคอนนับพันรู ทำหน้าที่เป็นสายไฟแนวตั้งเชื่อมชิป DRAM แต่ละชั้นเข้าด้วยกัน
- Base die ชิปฐานล่างสุดที่คุมการรับส่งข้อมูลระหว่างกองชิป DRAM กับโปรเซสเซอร์
- Interposer แผ่นซิลิคอนรองที่มีสายสัญญาณละเอียดหลายพันเส้น เชื่อม HBM กับ GPU ในระยะเพียงไม่กี่มิลลิเมตร

ผลคือบัสข้อมูลกว้าง 1,024 บิตต่อกอง (และ 2,048 บิตใน HBM4) เทียบกับชิป GDDR ที่กว้างเพียง 32 บิตต่อชิป ระยะทางสั้นยังทำให้ใช้พลังงานต่อบิตน้อยกว่ามาก ซึ่งสำคัญไม่แพ้ความเร็วในศูนย์ข้อมูล
ข้อแลกเปลี่ยนคือราคา HBM ผลิตยาก ต้องใช้แพ็กเกจขั้นสูง และแพงกว่า DRAM ทั่วไปหลายเท่า จึงแทบไม่มีในการ์ดจอเกมหรือคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่กลายเป็นมาตรฐานในชิป AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์
จาก HBM รุ่นแรกถึง HBM4: แบนด์วิดท์โตขึ้นกว่า 15 เท่าในสิบปี
HBM เปิดตัวครั้งแรกในการ์ดจอ AMD เมื่อปี 2015 และพัฒนามาแล้วหกรุ่น แต่ละรุ่นเพิ่มทั้งความเร็วต่อขา จำนวนชั้นที่ซ้อน และความจุต่อกอง
| รุ่น | เริ่มใช้งาน (ปี) | ความกว้างบัส (บิต) | แบนด์วิดท์ต่อกอง | ความจุสูงสุดต่อกอง |
|---|---|---|---|---|
| HBM4 | 2026 | 2,048 | 2 TB/s | 64 GB |
| HBM3E | 2024 | 1,024 | ~1.2 TB/s | 36 GB |
| HBM3 | 2022 | 1,024 | ~0.8 TB/s | 24 GB |
| HBM2E | 2020 | 1,024 | ~0.46 TB/s | 16 GB |
| HBM2 | 2016 | 1,024 | ~0.26 TB/s | 8 GB |
| HBM | 2015 | 1,024 | ~0.13 TB/s | 4 GB |
ตัวเลขรุ่นก่อน HBM4 เป็นค่าโดยประมาณจากสเปกทั่วไปของแต่ละรุ่น ส่วน HBM4 อ้างอิงมาตรฐาน JEDEC
HBM4 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รุ่นแรก มาตรฐาน JESD270-4 ของ JEDEC ที่ออกเมษายน 2025 ขยายบัสเป็น 2,048 บิต ได้แบนด์วิดท์สูงสุด 2 TB/s ต่อกอง เพิ่มช่องสัญญาณอิสระจาก 16 เป็น 32 และรองรับการซ้อนถึง 16 ชั้น ความจุสูงสุด 64 GB ต่อกอง
อีกจุดที่เปลี่ยนเกมคือ base die ใน HBM4 เริ่มผลิตด้วยกระบวนการแบบชิปลอจิก ทำให้ลูกค้าแต่ละรายสั่งออกแบบฟังก์ชันเฉพาะได้ HBM จึงกำลังเปลี่ยนจากสินค้ามาตรฐานไปเป็นชิ้นส่วนที่ออกแบบร่วมกับลูกค้า
ทำไม AI ขาด HBM ไม่ได้: กำแพงหน่วยความจำ
ปัญหาใหญ่ของชิป AI ทุกวันนี้ไม่ใช่การคำนวณไม่ทัน แต่คือป้อนข้อมูลให้ตัวคำนวณไม่ทัน วงการเรียกปัญหานี้ว่า memory wall หรือกำแพงหน่วยความจำ กำลังประมวลผลของ GPU เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความเร็วหน่วยความจำมาหลายปีแล้ว
โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทำให้ปัญหานี้ชัดขึ้นอีก ทุกครั้งที่โมเดลสร้างคำตอบออกมาหนึ่งโทเคน ชิปต้องอ่านพารามิเตอร์หลายร้อยกิกะไบต์จากหน่วยความจำ ความเร็วในการตอบของแชตบอตจึงขึ้นกับแบนด์วิดท์หน่วยความจำโดยตรง ยิ่งโมเดลใหญ่และบริบทยาว ก็ยิ่งต้องการทั้งความจุและความเร็วมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ผู้ผลิตชิป AI อัด HBM เข้าไปให้มากที่สุด แพลตฟอร์ม Rubin ของ NVIDIA ที่ใช้ HBM4 ล้วน มาพร้อมหน่วยความจำสูงสุด 288 GB และ NVIDIA ยังยกระดับความเร็วต่อขาที่ต้องการขึ้นไปเกิน 11 Gb/s สูงกว่ามาตรฐาน JEDEC ราวหนึ่งในสาม ฝั่ง AMD ก็ออกแบบ MI400 ให้ใช้ HBM4 ถึง 432 GB
กล่าวอีกแบบคือ ชิป AI ระดับบนหนึ่งตัวใช้ HBM ราว 8 กอง ใครคุมกำลังผลิต HBM จึงคุมจังหวะการผลิตชิป AI ทั้งโลกไปด้วย
สมรภูมิสามเจ้า: SK hynix นำ แต่ Samsung กำลังไล่ทัน
ตลาด HBM ทั้งโลกอยู่ในมือผู้ผลิตเพียงสามราย และในไตรมาส 2 ปี 2026 SK hynix ยังครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งรายได้ 50% ตามด้วย Samsung 33% และ Micron 18% ตามข้อมูลของ Counterpoint Research
ตัวเลขนี้ซ่อนการพลิกเกมไว้ เมื่อหนึ่งปีก่อน SK hynix ครองตลาดถึง 64% ขณะที่ Samsung มีเพียง 15% (Counterpoint) จุดเปลี่ยนมาจาก HBM4:
- SK hynix เป็นผู้นำตั้งแต่ยุค HBM3 และเป็นซัพพลายเออร์หลักของ NVIDIA แต่ เจอปัญหาการผ่านการรับรอง HBM4 จนเลื่อนการผลิตจำนวนมากไปไตรมาส 3 ปี 2026
- Samsung ซึ่งตามหลังมาตลอดยุค HBM3E กลับเป็น รายแรกที่ส่ง HBM4 ที่ผลิตจำนวนมากให้ NVIDIA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยใช้กระบวนการ DRAM ขั้น 1c ที่ก้าวหน้ากว่าคู่แข่ง และตั้งเป้าเพิ่มยอดส่ง HBM เป็นสองเท่าในปี 2027
- Micron ผู้ผลิตรายเดียวจากสหรัฐฯ ยืนยันว่า ผลิต HBM4 จำนวนมากและเริ่มส่งมอบแล้ว ส่วนกำลังผลิต HBM ทั้งปีนี้ขายหมดล่วงหน้า
ความต้องการที่ล้นเกินยังส่งแรงกระเพื่อมไปทั้งตลาดหน่วยความจำ เมื่อผู้ผลิตโยกสายการผลิตไปทำ HBM ที่กำไรสูงกว่า DRAM ทั่วไปก็ขาดตลาดตามไปด้วย จนตลาด DRAM โดยรวมเติบโต 385% เทียบปีต่อปีในไตรมาส 2 ปี 2026 ตามรายงานของ Counterpoint ผลกระทบนี้ลามมาถึงราคา RAM ของพีซีและสมาร์ตโฟนที่ผู้บริโภคซื้อด้วย
ความท้าทายและก้าวต่อไป
แม้ความต้องการจะสูง แต่การผลิต HBM ให้ได้ตามเป้าไม่ใช่เรื่องง่าย มีอุปสรรคหลักสามข้อ:
- Yield ยิ่งซ้อนชั้นมาก โอกาสที่ชิปชั้นใดชั้นหนึ่งเสียก็ยิ่งสูง และเมื่อเสียหนึ่งชั้น ทั้งกองมักใช้ไม่ได้ HBM แบบ 12 หรือ 16 ชั้นจึงมีต้นทุนต่อชิ้นดีสูงกว่า DRAM ทั่วไปมาก
- ความร้อนและความหนา กองชิปต้องบางพอจะอยู่ในแพ็กเกจเดียวกับ GPU มาตรฐาน HBM4 กำหนดความสูงไว้ที่ 775 ไมโครเมตร ทั้งแบบ 12 และ 16 ชั้น ผู้ผลิตจึงต้องขัดแผ่นซิลิคอนให้บางลงเรื่อย ๆ ขณะที่ความร้อนระบายออกจากชั้นกลางได้ยากขึ้น
- คอขวดแพ็กเกจ HBM ใช้ได้ก็ต่อเมื่อนำไปประกอบกับ GPU ด้วยเทคโนโลยีแพ็กเกจขั้นสูงอย่าง CoWoS ของ TSMC ซึ่งกำลังผลิตก็ตึงตัวไม่แพ้ตัว HBM เอง
สำหรับอนาคต อุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปที่ HBM4E ซึ่งเร่งความเร็วต่อขาขึ้นอีก และ hybrid bonding เทคนิคเชื่อมชิปทองแดงต่อทองแดงโดยตรงที่ช่วยให้ซ้อนชั้นได้มากและบางลง ทิศทางที่น่าจับตาที่สุดคือ custom HBM ที่ลูกค้าอย่าง NVIDIA, Google หรือ AWS ออกแบบ base die เอง บางส่วนอาจย้ายฟังก์ชันประมวลผลมาไว้ในหน่วยความจำด้วย เส้นแบ่งระหว่างผู้ผลิตหน่วยความจำกับผู้ผลิตชิปลอจิกจึงเริ่มเลือนลง
สรุป
HBM คือเหตุผลที่ชิป AI ทุกวันนี้เร็วพอจะฝึกและรันโมเดลขนาดใหญ่ได้ และก็เป็นเหตุผลที่ผลิตชิปเหล่านั้นได้ไม่ทันความต้องการ จากเทคโนโลยีเฉพาะทางที่เคยอยู่ในการ์ดจอไม่กี่รุ่น HBM กลายเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่ชี้ขาดการแข่งขันของทั้งอุตสาหกรรม
ปี 2026 คือปีที่ HBM4 เข้าสู่ตลาดและสั่นคลอนลำดับผู้นำ คำถามสำหรับปีหน้าคือ Samsung จะไล่แซง SK hynix ได้จริงหรือไม่ และการออกแบบ HBM เฉพาะลูกค้าจะเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างผู้ผลิตหน่วยความจำกับยักษ์ใหญ่ด้าน AI อย่างไร ไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน ถ้าอยากเข้าใจว่า AI จะไปได้เร็วแค่ไหน ให้ดูที่หน่วยความจำ ไม่ใช่แค่ GPU
แหล่งอ้างอิง
- มาตรฐาน JESD270-4 ของ JEDEC www.allaboutcircuits.com
- มาพร้อมหน่วยความจำสูงสุด 288 GB tomshardware.com
- SK hynix ยังครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งรายได้ 50% ตามด้วย Samsung 33% และ Micron 18% en.edaily.co.kr
- Counterpoint counterpointresearch.com
- เจอปัญหาการผ่านการรับรอง HBM4 จนเลื่อนการผลิตจำนวนมากไปไตรมาส 3 ปี 2026 www.trendforce.com
- รายแรกที่ส่ง HBM4 ที่ผลิตจำนวนมากให้ NVIDIA ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 www.yolegroup.com
- ผลิต HBM4 จำนวนมากและเริ่มส่งมอบแล้ว ส่วนกำลังผลิต HBM ทั้งปีนี้ขายหมดล่วงหน้า en.fnnews.com


